ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดแบบขยายระยะทาง (REEV) ให้ความสำคัญมากที่สุด นอกจากสภาพแบตเตอรี่และการดูแลรักษารถอย่างสม่ำเสมอแล้ว พฤติกรรมการขับขี่ในแต่ละวันก็มีผลต่อการใช้พลังงานไม่น้อยไปกว่ากัน ทีมงานจึงรวบรวม 5 นิสัยการขับขี่ง่าย ๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานและยืดระยะทางวิ่งให้คุ้มค่าในทุกการเดินทาง
ข้อแรก ออกตัวและเร่งความเร็วอย่างนุ่มนวล เพราะแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้ามาแบบทันทีทันใด การกดคันเร่งแรง ๆ เพื่อออกตัวเร็วจะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ในปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งลดประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม การเร่งความเร็วอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าโดยแทบไม่กระทบเวลาเดินทาง
ข้อที่สอง ใช้ระบบเบรกหน่วงพลังงาน (Regenerative Braking) ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการผ่อนคันเร่งล่วงหน้าเมื่อเห็นสัญญาณไฟแดงหรือรถติดข้างหน้า แทนการเหยียบเบรกกะทันหัน วิธีนี้ช่วยให้ระบบสามารถแปลงพลังงานจลน์กลับเป็นไฟฟ้าคืนสู่แบตเตอรี่ได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของผ้าเบรกไปพร้อมกัน
ข้อที่สาม รักษาความเร็วให้สม่ำเสมอโดยเฉพาะบนทางด่วนหรือทางหลวง การขับขี่ด้วยความเร็วคงที่และเว้นระยะห่างจากคันหน้าอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการเร่งและเบรกซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็น หากมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ก็สามารถใช้ช่วยในการเดินทางไกลได้เช่นกัน
ข้อที่สี่ ใช้ระบบปรับอากาศอย่างพอเหมาะ เนื่องจากเครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมาก การตั้งอุณหภูมิให้พอเย็นสบายแทนการเปิดเย็นจัดตลอดเวลา รวมถึงการจอดรถในที่ร่มเพื่อลดความร้อนสะสมภายในห้องโดยสารก่อนสตาร์ทเครื่อง จะช่วยลดภาระของระบบปรับอากาศและประหยัดพลังงานได้ในระยะยาว
ข้อสุดท้าย วางแผนเส้นทางล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วนเมื่อทำได้ เพราะการขับขี่ในสภาพจราจรติดขัดที่ต้องเร่งและเบรกบ่อยครั้งใช้พลังงานมากกว่าการขับขี่บนเส้นทางที่จราจรคล่องตัว การเลือกเส้นทางหรือช่วงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่กับนิสัยการขับขี่ที่นุ่มนวลตามข้อแนะนำข้างต้น จะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและ REEV เดินทางได้ไกลขึ้นในทุกการชาร์จหรือเติมน้ำมันแต่ละครั้ง