อากาศร้อนของเมืองไทยทำให้ระบบปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่แทบทุกคนเปิดใช้งานตลอดการเดินทาง แต่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดแบบขยายระยะทาง (REEV) ระบบแอร์ไม่ได้ดึงพลังงานจากความร้อนเหลือทิ้งของเครื่องยนต์เหมือนรถสันดาป แต่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง การดูแลระบบปรับอากาศให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลต่อทั้งความเย็นสบายและระยะทางวิ่งที่ได้จริง ทีมงานจึงรวบรวม 5 เคล็ดลับง่าย ๆ มาฝากเจ้าของรถทุกท่าน

ข้อแรก หมั่นเปลี่ยนไส้กรองอากาศห้องโดยสารตามระยะที่กำหนด ไส้กรองที่สะสมฝุ่นนานเกินไปจะทำให้ลมเป่าออกมาไม่แรงและแอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้ความเย็นเท่าเดิม นอกจากสิ้นเปลืองพลังงานแล้วยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสารอีกด้วย

ข้อที่สอง จอดรถในที่ร่มหรือใช้แผ่นบังแดดเมื่อจอดกลางแจ้งเป็นเวลานาน การลดความร้อนสะสมภายในห้องโดยสารก่อนออกรถช่วยให้ระบบปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนักในช่วงแรก และประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้มากกว่าที่หลายคนคิด

ข้อที่สาม ใช้โหมดปรับอากาศล่วงหน้าขณะเสียบชาร์จ หากรถมีฟังก์ชันปรับอุณหภูมิห้องโดยสารล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบในรถ ควรเปิดใช้งานขณะที่ยังเสียบปลั๊กชาร์จอยู่ เพราะพลังงานที่ใช้ปรับความเย็นจะมาจากไฟบ้านหรือสถานีชาร์จ ไม่ใช่จากแบตเตอรี่ที่เตรียมไว้ใช้วิ่ง ช่วยรักษาระยะทางวิ่งที่แท้จริงได้เต็มที่

ข้อที่สี่ เลือกอุณหภูมิและความแรงลมอย่างพอเหมาะ การตั้งอุณหภูมิเย็นจัดเกินความจำเป็นหรือเปิดพัดลมแรงสุดตลอดเวลาทำให้ระบบทำงานหนักโดยไม่จำเป็น ลองปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่สบายและใช้โหมดหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารแทนการดึงอากาศจากภายนอกตลอดเวลา จะช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทาง

ข้อสุดท้าย นำรถเข้าตรวจเช็กระบบปรับอากาศตามระยะที่ศูนย์บริการกำหนด ทั้งปริมาณน้ำยาแอร์ การทำงานของคอมเพรสเซอร์ และความสะอาดของคอยล์เย็น หากพบว่าแอร์เย็นช้าลงหรือมีเสียงผิดปกติควรรีบเข้ารับการตรวจเช็กทันที เพื่อให้ระบบปรับอากาศทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและไม่เป็นภาระต่อระยะทางวิ่งของแบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น