รถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดแบบ REEV ส่วนใหญ่มีระบบเบรกพลังงานหมุนเวียน (Regenerative Braking) ทำงานควบคู่กับเบรกแบบเสียดทานทั่วไป เมื่อผู้ขับผ่อนคันเร่งหรือแตะเบรกเบา ๆ มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยหน่วงความเร็วและแปลงพลังงานส่วนนั้นกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ ทำให้ผ้าเบรกและจานเบรกถูกใช้งานน้อยกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปมาก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าไม่ต้องดูแลเลย ทีมงานขอรวบรวม 5 เคล็ดลับดูแลระบบเบรกให้พร้อมใช้งานและปลอดภัยอยู่เสมอ
ข้อแรก ทำความเข้าใจการทำงานของเบรกพลังงานหมุนเวียน เพราะแรงหน่วงที่รู้สึกได้เมื่อผ่อนคันเร่งไม่ใช่การเบรกด้วยผ้าเบรก แต่เป็นการหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้า การฝึกขับขี่ให้ใช้จังหวะผ่อนคันเร่งแทนการเหยียบเบรกกะทันหันจะช่วยขับขี่นุ่มนวลขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น และลดการสึกหรอของเบรกแบบเสียดทานไปในตัว
ข้อที่สอง อย่าละเลยการตรวจน้ำมันเบรกตามรอบระยะที่กำหนด แม้ผ้าเบรกจะสึกช้าลงจากการทำงานร่วมกับระบบพลังงานหมุนเวียน แต่น้ำมันเบรกยังคงเสื่อมสภาพและดูดความชื้นตามอายุการใช้งานเช่นเดิม หากปล่อยไว้นานเกินไปอาจทำให้ประสิทธิภาพการเบรกลดลงโดยที่ผู้ขับไม่ทันสังเกต ควรตรวจสอบตามคู่มือรถหรือคำแนะนำของศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ
ข้อที่สาม หมั่นสังเกตจานเบรกและคาลิปเปอร์ไม่ให้เกิดสนิมสะสม เพราะเมื่อเบรกแบบเสียดทานถูกใช้งานน้อยลง จานเบรกบางจุดอาจสัมผัสความชื้นเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขัดสีสนิมออกตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหรือเมื่อจอดรถทิ้งไว้นาน การขับขี่เป็นระยะและแตะเบรกเบา ๆ เป็นครั้งคราวจะช่วยรักษาผิวจานเบรกให้อยู่ในสภาพดี
ข้อที่สี่ ฟังเสียงและสังเกตความรู้สึกที่แป้นเบรกอยู่เสมอ หากได้ยินเสียงเสียดสีผิดปกติ รู้สึกว่าแป้นเบรกนุ่มหรือลึกกว่าเดิม หรือพวงมาลัยสั่นขณะเบรก ควรนำรถเข้าตรวจเช็กโดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาที่ควรแก้ไขก่อนลุกลาม โดยเฉพาะก่อนออกเดินทางไกลหรือขับขี่ในสภาพถนนที่ต้องเบรกบ่อย เช่น เส้นทางภูเขา
ข้อสุดท้าย หากรถมีฟังก์ชันปรับระดับการหน่วงพลังงานหมุนเวียนได้หลายระดับ ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ในแต่ละช่วง เช่น เพิ่มระดับการหน่วงเมื่อขับในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หรือลดระดับลงเมื่อขับทางไกลด้วยความเร็วคงที่ การปรับใช้อย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ขับขี่นุ่มนวลขึ้น แต่ยังช่วยยืดอายุของระบบเบรกโดยรวมและรักษาความปลอดภัยในการเดินทางทุกเส้นทาง