หลายคนให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่ ยาง หรือเบรกเป็นอันดับต้น ๆ แต่มักลืมไปว่าระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณก็เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางชัดเจนแล้ว ยังทำหน้าที่สื่อสารความตั้งใจของเราให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นทราบล่วงหน้า หากดวงไฟดวงใดดวงหนึ่งขัดข้องโดยไม่รู้ตัว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้โดยไม่คาดคิด

เริ่มจากไฟหน้า ควรตรวจสอบว่าลำแสงส่องตรงแนวถนนไม่เฉียงขึ้นจนแยงตารถที่สวนมาหรือต่ำจนมองไม่เห็นระยะไกลพอ หากสังเกตว่าความสว่างลดลงกว่าปกติหรือมีอาการกะพริบ ควรรีบตรวจเช็กขั้วสายไฟและจุดต่อต่าง ๆ ให้แน่นหนา เพราะความชื้นหรือสนิมที่ขั้วสัมผัสมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไฟหน้าทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

ถัดมาคือไฟท้ายและไฟเบรก ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกรถคันหลังให้รู้ว่าเรากำลังชะลอความเร็วหรือหยุดรถ ควรให้เพื่อนหรือคนใกล้ตัวช่วยยืนดูด้านหลังขณะบีบเบรกทดสอบเป็นประจำ หากไฟเบรกไม่ติดหรือติดสว่างตลอดเวลาแม้ไม่ได้เบรก ควรนำรถเข้าตรวจเช็กระบบสวิตช์เบรกโดยเร็ว เพราะเป็นจุดที่ผู้ขับขี่มักไม่ทันสังเกตด้วยตัวเอง

ไฟเลี้ยวก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรทดสอบทั้งด้านซ้ายและขวาก่อนออกเดินทางทุกครั้ง หากจังหวะกะพริบเร็วผิดปกติ มักเป็นสัญญาณว่ามีหลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งขาดหรือขั้วสัมผัสหลวม การเปลี่ยนใช้ไฟเลี้ยวให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นทราบล่วงหน้าทุกครั้งก่อนเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากรถที่ตามมาด้านหลังได้มาก โดยเฉพาะในสภาพจราจรที่หนาแน่น

อีกจุดที่ควรใส่ใจคือฝาครอบโคมไฟและซีลกันน้ำ หากมีรอยร้าวหรือขอบยางเสื่อมสภาพ ความชื้นอาจซึมเข้าไปภายในโคมไฟจนเกิดฝ้าหรือทำให้วงจรไฟฟ้าภายในเสียหายเร็วกว่าปกติ ควรหมั่นสังเกตด้วยสายตาเป็นระยะ และหลีกเลี่ยงการฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใกล้บริเวณขอบโคมไฟโดยตรงเวลาล้างรถ

เมื่อหมั่นตรวจเช็กไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรก และไฟเลี้ยวให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ทั้งในแง่ความสว่างและจังหวะการทำงาน ก็จะช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น สื่อสารกับผู้ใช้ถนนคนอื่นได้ทันท่วงที และเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเส้นทางได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น