ปัจจุบันผู้ให้บริการไฟฟ้าในไทยหลายรายมีอัตราค่าไฟฟ้าแบบ Time of Use (TOU) ซึ่งแบ่งช่วงเวลาออกเป็น On-Peak และ Off-Peak โดยอัตราค่าไฟในช่วง Off-Peak มักจะถูกกว่าช่วง On-Peak อย่างเห็นได้ชัด การวางแผนเวลาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและ REEV ให้ตรงกับช่วง Off-Peak จึงเป็นอีกวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวได้ วันนี้ทีมงานรวบรวม 5 เคล็ดลับมาฝากผู้ขับขี่ทุกท่าน
ข้อแรก ชาร์จรถในช่วงกลางคืนถึงช่วงเช้ามืดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศลดลง หน่วยงานผู้ให้บริการไฟฟ้าจึงมักกำหนดให้เป็นช่วง Off-Peak ที่มีอัตราค่าไฟต่ำกว่าช่วงกลางวันถึงหัวค่ำ การตั้งเวลาชาร์จรถให้เริ่มทำงานหลังเข้านอนจึงช่วยประหยัดได้โดยไม่กระทบกับการใช้งานประจำวัน
ข้อที่สอง ใช้ฟังก์ชันตั้งเวลาชาร์จที่มีมาให้ในรถหรือในเครื่องชาร์จที่บ้าน (Home Charger) แทนการเสียบชาร์จทันทีที่กลับถึงบ้าน ผู้ขับขี่สามารถตั้งเวลาให้ระบบเริ่มชาร์จอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ช่วง Off-Peak และหยุดชาร์จก่อนถึงช่วง On-Peak ของเช้าวันถัดไป ช่วยให้ไม่ต้องคอยตื่นมาถอดปลั๊กเองและมั่นใจได้ว่าค่าไฟจะถูกคิดในอัตราที่ประหยัดที่สุด
ข้อที่สาม ตรวจสอบกับการไฟฟ้าในพื้นที่ของตนเองว่ามีอัตราค่าไฟแบบ TOU สำหรับที่อยู่อาศัยหรือสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะหรือไม่ เพราะแต่ละพื้นที่และแต่ละประเภทมิเตอร์อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน การเปลี่ยนมาใช้อัตรา TOU ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการชาร์จของตนเองอาจช่วยลดค่าไฟฟ้าโดยรวมของบ้านได้มากกว่าการใช้อัตราปกติ
ข้อที่สี่ หลีกเลี่ยงการชาร์จเร็ว (Fast Charge) ที่บ้านในช่วง On-Peak หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากการชาร์จด้วยกำลังไฟสูงในช่วงเวลาที่ค่าไฟแพงจะยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายต่อครั้งเพิ่มขึ้น หากต้องการชาร์จเร็วจริง ๆ ควรพิจารณาใช้บริการสถานีชาร์จสาธารณะระหว่างเดินทางแทน
ข้อสุดท้าย วางแผนชาร์จตามระยะทางที่ต้องใช้จริงในแต่ละวัน แทนการชาร์จเต็ม 100% ทุกครั้ง เพราะนอกจากจะใช้เวลาชาร์จนานขึ้นในช่วง Off-Peak ที่มีเวลาจำกัดแล้ว การชาร์จเกินความจำเป็นบ่อย ๆ ยังไม่เป็นผลดีต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ในระยะยาวอีกด้วย เพียงปรับพฤติกรรมการชาร์จให้สอดคล้องกับช่วงเวลาและปริมาณที่ใช้งานจริง ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าและ REEV ก็สามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไปได้พร้อมกันในทุกเดือน